Young local wisdom : คม ศรีราช วิลล่า วาริช

ตัวเมืองชุมพรเป็นเมืองเล็กๆ ไม่ใหญ่โต มีห้างท้องถิ่นเป็นของตัวเอง ไม่มีโลตัส บิ๊กซี มีแต่สวนมะพร้าว สวนปาล์ม ฟาร์มวัว ฟาร์มเห็ด กับทะเลเวิ้งว้าง ไกลสุดลูกหูลูกตา  ซึ่งก็มีแรงดึงดูดมากพอ ที่จะทำให้คนชุมพรพลัดถิ่น กลับบ้านมาทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง

คม ศรีราช เป็นหนึ่งในคนชุมพร ที่ไปเติบโตในสายอาชีพ หลังจากเรียบจบมหาวิทยาลัย ก่อนจะกลับมาเริ่มทำธุรกิจบนพื้นที่สวนของครอบครัว

“สมัยก่อนผมเป็นวิศวกรโรงงาน อีกสิบปี ยี่สิบปีต่อไปข้างหน้า ยังไงก็ต้องกลับมาอยู่บ้านอยู่ดี ก็เลยรีบกลับมาเริ่มก่อนดีกว่า ตั้งแต่ช่วงอายุสามสิบ อยากจะกลับมาทำอะไรที่บ้านตัวเอง”

“ผมเป็นคนชอบเที่ยว พอจะทำก็คิดว่า ทำอะไรที่ได้เที่ยว ได้เจอนักเดินทาง แล้ววัตถุดิบเดิมก็คือสวน คือธรรมชาติ คือชุมชนเดิมที่มี ก็เลยจบที่ทำที่พัก แล้วกระจายการท่องเที่ยวไปสู่หมู่บ้าน” คม เล่าที่มาของการกลับบ้านมาทำธุรกิจให้เราฟัง ด้วยแววตาเป็นประกาย

บางหมากเป็นชุมชนชาวสวน ที่มีแม่น้ำท่าตะเภาคอยหล่อเลี้ยงทุกชีวิตเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ถ้าล่องเรือไปตามแม่น้ำ จะได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านริมสองฝั่งคลอง บ้างทำสวนมะพร้าว บ้างเลี้ยงปลาในกระชัง บ้างลงเรือตกกุ้ง ลงแห ตกเบ็ด หาปลา ก่อนที่ท่าตะเภา จะนำเราออกไปสู่ปากน้ำชุมพร ไหลลงบรรจบทะเลฝั่งอ่าวไทย นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวบางหมาก จึงต้องเป็นคนที่สนใจ และเข้าใจวิถีชีวิตของคนที่นี่

“กลุ่มลูกค้า กลุ่มคนที่สนใจธรรมชาติ การใช้วิถีชีวิต เขาเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มอนุรักษ์อยู่แล้ว เขาจะเคารพ คือเคารพวิถีของชาวบ้าน ทุกคนเข้ามาเที่ยวแล้วมีความสุข โดยที่เจ้าของพื้นที่ก็ไม่ได้กระทบ ไม่มีขยะ ไม่มีสิ่งปฏิกูล ธรรมชาติไม่โดนทำลาย สามารถทำต่อไปได้เรื่อยๆ ที่นี่ก็ยังอยู่ในขอบเขตความหมายของคำว่ายั่งยืน”

คม เล่าให้เราฟังถึงแนวทางการทำธุรกิจที่พัก โดยควบคู่ขนานไปกับการทำท่องเที่ยวโดยชุมชน ปัญหาของการท่องเที่ยวโดยชุมชนส่วนใหญ่ คนจะกลัวว่าชาวบ้านจะเห็นเงินแล้วตาวาว จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “จ้องฟันกำไร” ซึ่งจะนำไปสู่ความล่มสลายของชุมชนท่องเที่ยว เพราะ “ชื่อเสีย” ที่บางคนสร้างให้กับพื้นที่ แต่สำหรับชุมชนบางหมาก คมบอกว่า มันเป็นเรื่องตรงกันข้าม

“ที่นี่ ถ้าไม่ได้มาทำเอง ผมเองก็ไม่รู้นะ ชาวบ้านที่นี่เราจะกลัวว่า ถ้ามีนักท่องเที่ยวเข้ามา คิดว่าชาวบ้านอยากได้เงิน แต่มันตรงกันข้ามเลย ที่นี่นักท่องเที่ยวส่งเงินให้ชาวบ้าน ชาวบ้านกลับไม่เอา ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้ตั้งราคา เพราะเขาคิดว่า สิ่งที่นักท่องเที่ยวมาดู เขาทำอยู่แล้ว อย่างเช่นทำขนม ทำสวนทำไร่ ตกกุ้ง หาปลา เขาไม่ได้เรียกขายตั๋ว เมื่อก่อนนี่ชาวบ้านไม่เอาเงินเลย เขาจะกลัวว่า จะเป็นหมู่บ้านที่ขูดรีดนักท่องเที่ยว จากที่กลัวว่าเขาจะเอาเงิน กลายเป็นไม่เอาเงิน มันก็เลยเกิดเป็นธุรกิจท่องเที่ยวไม่ได้”

สิ่งที่คม ทำกับชุมชนบางหมาก คือการค่อยๆ ทำความเข้าใจ แล้วสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชาวบ้าน โดยเริ่มต้นที่ธุรกิจตัวเอง แล้วค่อยขยายแนวคิด ไปสู่รอบๆ ชุมชน

“สุดท้ายพอบอกว่ามันเป็นธุรกิจ ธุรกิจยังไงก็ไม่พ้นคำว่าเงิน บ้านนี้ได้เงินเยอะ บ้านนี้ได้เงินน้อย สิ่งที่จะบ้องกันวงจรอุบาทว์เรื่องเงิน คือความเข้าใจที่ชาวบ้านจะมาคุยกันเอง หรือวางกรอบ แนวทาง สร้างกฎกติกากัน แล้วกล้าที่จะปฏิเสธ”

คมใช้เวลาสามปี เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้กับชาวชุมชนได้เห็น ว่าการทำท่องเที่ยวโดยชุมชนที่บ้านบางหมาก สามารถเกิดขึ้นได้

“จากที่เมื่อก่อนไม่เคยมีคนต่างถิ่น ไม่เคยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเลย พอเราทำได้ ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาทุกวันๆ ทั้งปี เขาก็เริ่มเห็นแล้วว่า มันเป็นไปได้ มันเกิดขึ้นได้ เขาก็ฟังเรามากขึ้น วิธีที่จะสื่อให้ชาวบ้านเข้าใจ เริ่มจากทำให้เขาเห็นเลยว่า มีนักท่องเที่ยวสนใจหมู่บ้านเรานะ แนะนำให้เขาไปร้านอาหาร แนะนำให้เขาไปหาชุมชน ให้เขาเห็นว่ามันทำการท่องเที่ยวได้จริงๆ”

ทุกวันนี้บ้านบางหมากเริ่มสื่อสารกับนักท่องเที่ยวมากขึ้น อย่างค่อยเป็นค่อยไป จากร้านอาหารที่ไม่เคยมีแม้กระทั่งแผ่นป้ายเมนู ก็เริ่มมีเล่มเมนู มีแปลไทยเป็นอังกฤษ อาหารไทยก็เข้าไปอยู่ในใจฝรั่งต่างภาษาง่ายขึ้น

จากชาวบ้านที่กลัวว่าการรับเงินจากนักท่องเที่ยวดูน่าเกลียด หรือคิดว่าการรับเงินจากนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องผิด ก็เปิดใจและเข้าใจเรื่องช่องทางของรายได้ที่เข้ามาอย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

“ท่องเที่ยวกับชุมชนจะยั่งยืนได้ ผมคิดว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย แค่อย่าไปทำอะไรให้มันเยอะ มากไปกว่าที่ชาวบ้านมี อย่าให้ชาวบ้านเขาเปลี่ยนวิถีมาก ต้องวางแผน ต่อให้มันดังแค่ไหนก็ต้องมีกฎระเบียบ ต้องเคารพหมู่บ้านเรา”

ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านบางหมากทำหน้าขึงขังใส่นักท่องเที่ยว จริงๆ ทุกวันนี้มีแต่รอยยิ้มเปื้อนแก้ม ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมวิถีชีวิตริมสองฝั่งแม่น้ำท่าตะเภา เพราะเขาเข้าใจแล้วว่า การเข้ามาของนักท่องเที่ยวเป็นประโยชน์กับชุมชนมากน้อยแค่ไหน